วัดสพานสูง มีนามเดิมว่า “วัดสว่างอารมณ์” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในคลองพระอุดม เดิมขึ้นอยู่กับตำบลบ้านแหลมใหญ่ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลคลองพระอุดม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ต้นเค้าที่มาของชื่อวัดสพานสูงนั้นประกอบด้วยเหตุที่ว่า คลองพระอุดมในสมัยก่อนมีเรือขนข้าวขนาดใหญ่สัญจรไปมาอยู่มาก ทำให้วัดนี้จำเป็นต้องสร้างสพานให้มีลักษณะเป็นสพานไม้สูงข้ามคลองหน้าวัด สพานไม้หน้าวัดดังกล่าวอาจจะมีขนาดสูงใหญ่กว่าสพานอื่นๆ ในย่านนั้น ชาวบ้านจึงเรียกกันอย่างติดปากว่า “วัดสพานสูง” แต่กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์มณฑลกรุงเก่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้เสด็จแวะเยี่ยมวัดแห่งนี้ ทอดพระเนตรสพานสูงข้ามคลองหน้าวัด จึงมีรับสั่งถึงเรื่องวัดที่มีสองชื่อ เพื่อให้เหมาะสมควรถือเอาสพานสูงเป็นนิมิตของวัด จึงประทานนามว่า “วัดสพานสูง” ให้เรียกแต่เพียงชื่อเดียว และถือการสะกดตามอักขรวิธีแบบโบราณมาตลอด ประวัติวัดสพานสูง ตำบลคลองพระอุดม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี วัดสพานสูง มีนามเดิมว่า “วัดสว่างอารมณ์” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในคลองพระอุดม เดิมขึ้นอยู่กับตำบลบ้านแหลมใหญ่ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลคลองพระอุดม อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ต้นเค้าที่มาของชื่อวัดสพานสูงนั้นประกอบด้วยเหตุที่ว่า คลองพระอุดมในสมัยก่อนมีเรือขนข้าวขนาดใหญ่สัญจรไปมาอยู่มาก ทำให้วัดนี้จำเป็นต้องสร้างสพานให้มีลักษณะเป็นสพานไม้สูงข้ามคลองหน้าวัด สพานไม้หน้าวัดดังกล่าวอาจจะมีขนาดสูงใหญ่กว่าสพานอื่นๆ ในย่านนั้น ชาวบ้านจึงเรียกกันอย่างติดปากว่า “วัดสพานสูง” แต่กล่าวกันว่าครั้งหนึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จมาตรวจการคณะสงฆ์มณฑลกรุงเก่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้เสด็จแวะเยี่ยมวัดแห่งนี้ ทอดพระเนตรสพานสูงข้ามคลองหน้าวัด จึงมีรับสั่งถึงเรื่องวัดที่มีสองชื่อ เพื่อให้เหมาะสมควรถือเอาสพานสูงเป็นนิมิตของวัด จึงประทานนามว่า “วัดสพานสูง” ให้เรียกแต่เพียงชื่อเดียว และถือการสะกดตามอักขรวิธีแบบโบราณมาตลอด แบบร่างกำแพงแก้วศาลาหน้าวัดสพานสูงที่ร่างแบบเพื่อก่อสร้าง ตั้งแต่เดิมก่อนหลวงปู่เอี่ยมมาเป็นเจ้าอาวาส มีพระอธิการปกครองวัดเป็นลำดับมา ๔ รูป ไม่ทราบนาม ได้ลาสิกขาบทบ้าง มรณภาพบ้าง มีพระสงฆ์จำพรรษาอย่างมากแค่ ๒-๓ รูป มีกุฏิ ๒ หลัง หลังละ ๓ ห้อง หอสวดมนต์ ๑ หลัง ขนาด ๓ ห้อง สระกลมหลังกุฏิ ๑ สระ ศาลาดิน ๑ หลัง ขนาด ๓ ห้อง ต้นโพธิ์ใหญ่ขนาดสามคนอ้อม ๑ ต้น ข้างต้นโพธิ์มีสพานสูงข้ามคลอง และมีต้นตะเคียน ๒ ต้น ไม่มีอุโบสถ วิหาร หรือศาลาการเปรียญแต่อย่างใด จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๓๙๖ หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ได้กลับมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้แล้ว ท่านจึงได้ปรารภกับหลวงพิบูลย์สมบัติ (มีภูมิลำเนาย่านปากคลองบางลำพู เป็นผู้เลื่อมใสหลวงปู่เอี่ยมตั้งแต่ครั้งจำพรรษาอยู่ในพระนคร) ถึงความลำบากในการทำอุโบสถสังฆกรรม หลวงพิบูลย์สมบัติจึงได้บอกบุญแก่ศิษย์ใกล้ชิดและญาติโยมที่ศรัทธา แล้วจึงได้ลงมือก่อสร้างอุโบสถก่อด้วยอิฐถือปูนในศกนั้น สิ้นเวลาสร้างรวม ๑๐ เดือน จึงแล้วเสร็จ พ.ศ. ๒๓๙๗ อุโบสถสร้างแล้วเสร็จในปีนี้ จึงได้ลงมือสร้างวิหารต่อเป็นอาคารก่อด้วยอิฐถือปูน ต่อมาราว พ.ศ. ๒๔๒๐ ศาลาดินทรุดโทรมมาก ทางวัดจึงได้รื้อลงหมด ประกอบกับนายแก้ว นางหร่าย แก้วสนธิ์ ชาวบ้านคลองบ้านแหลมใหญ่เกิดจิตศรัทธาจึงได้สร้างศาลาขึ้นใหม่ถวายวัด กับถวายที่ดินแก่วัดอีกประมาณ ๑๐ ไร่เศษ จนถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ โดยดำริหลวงปู่เอี่ยม ได้สร้างเจดีย์ฐาน ๓ ชั้น องค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูนสูงตลอดยอดนพศูล ๑๑ วาเศษ ขณะก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จเรียบร้อย หลวงปู่เอี่ยมได้มรณภาพลงเสียก่อนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ ท่านอาจารย์กลิ่นได้รับภาระพร้อมด้วยผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์สร้างเจดีย์ต่อ สิ้นเงิน ๖,๐๐๐ บาท จึงสำเร็จในปีนั้น
วิหารวัดสพานสูง ในสมัยที่หลวงปู่กลิ่นรับช่วงเป็นเจ้าอาวาสต่อนั้น ได้มีการทำนุบำรุงก่อสร้างปฏิสังขรณ์วัดสพานสูงให้รุ่งเรืองขึ้นเป็นอย่างมาก ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้ทำการบูรณะอุโบสถที่มีอายุกว่า ๔๐ ปี พร้อมกับสร้างกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งอุโบสถ วิหารและเจดีย์ประธาน ต่อมาได้มีการสร้างหอไตร หอสวดมนต์ หอระฆัง ศาลาริมน้ำ และปรับปรุงเพิ่มเติมหมู่กุฏิสงฆ์เป็นลำดับ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๗ ได้สร้างสพานคอนกรีตหน้าวัดเป็นรูปสพานโค้ง มีชื่อว่า “สพานสูงเจริญราษฎร์” ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๐ จึงได้รื้ออุโบสถสมัยหลวงปู่เอี่ยมที่ทรุดโทรมลงหมดทั้งหลังแล้วสร้างใหม่เป็นอาคารคอนกรีตสมัยใหม่อย่างในปัจจุบัน พ.ศ. ๒๔๗๒ รื้อวิหารลงบางส่วนแล้วบูรณะให้เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กด้วยเช่นกัน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของคณะสงฆ์และชาวบ้านที่ได้เลื่อมใสทำนุบำรุงวัดสพานสูงมาอย่างต่อเนื่อง โดยทางราชการในกระทรวงศึกษาธิการจึงได้อัญเชิญพระบรมรูปรัชกาลที่ ๘ มาพระราชทานให้ประดิษฐานแก่วัดสพานสูง เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ ที่ทรงอนุโมทนาในการบริจาคทรัพย์และร่วมกันสร้างกุศลของวัดสพานสูงในครั้งนั้น
วัดสพานสูงมีความเจริญรุ่งเรืองต่อมาอีกเป็นเวลาช้านาน เป็นสำนักศึกษาทั้งในทางสมถกรรมฐานและด้านการปริยัติธรรม อีกทั้งในสมัยต่อมายังเป็นสถานให้การรักษาในทางเวชศาสตร์สมุนไพรไทยอีกด้วย และได้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านชาววัดมาโดยตลอดจนปัจจุบัน วัดสพานสูงจึงเป็นวัดที่มั่นคงและสมบูรณ์ในบวรพระพุทธศาสนาเป็นที่ยิ่งแล้ว
แต่เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อว่า "วัดสว่างอารมณ์" สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2395 จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้วัดนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "วัดสพานสูง" เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ได้เสด็จมาตรวจเยี่ยมคณะสงฆ์ที่วัดแห่งนี้
ในการเสด็จครั้งนั้น พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น สพานสูง ที่ทอดข้ามคลองพระอุดม (ในสมัยนั้นเรียก คลองบ้านแหลม) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด สพานดังกล่าวมีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จักของชาวบ้านในละแวกนั้นเป็นอย่างดี พระองค์จึงทรงเห็นว่าสพานนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัด จึงได้ประทานนามใหม่ให้แก่วัดสว่างอารมณ์ว่า "วัดสพานสูง" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ดังนั้น สพานจึงเป็นหัวใจสำคัญและเป็นที่มาโดยตรงของชื่อวัด แม้ว่าสพาน "สพานสูงเจริญราษฎร์" ที่เห็นในปัจจุบันจะสร้างขึ้นในภายหลังเมื่อปี พ.ศ. 2467 แต่ก็เป็นการสืบทอดเอกลักษณ์และสัญลักษณ์ดั้งเดิมของวัดที่ทำให้เป็นที่รู้จักมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
ศาลาประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง จังหว...
แสดงเพิ่มเติม
รูปหล่อหลวงปู่กลิ่น อดีตเจ้าอาวาสผู้ทรงศีลาจารวัตรงดงาม เปี่...
แสดงเพิ่มเติม
อดีตเจ้าอาวาสวัดสะพานสูงผู้ทรงเมตตาธรรม รูปหล่อของท่านเป็นศู...
แสดงเพิ่มเติม
พระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นที่เคารพบูชาและเป...
แสดงเพิ่มเติม
หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม อดีตเจ้าอาวาสวัดสะพานสูง จังหวัดนนทบุรี...
แสดงเพิ่มเติม
พิพิธภัณฑ์หลวงปู่เอี่ยมจัดแสดงวัตถุมงคลและเครื่องอัฐบริขารขอ...
แสดงเพิ่มเติม